Developer Logs

Managing Oneself

READ

Managing oneself is the ability to understand and control one's own emotions, thoughts, and behaviors. It involves self-awareness, self-regulation, and self-motivation. By managing oneself effectively, individuals can improve their relationships, achieve their goals, and lead a more fulfilling life.

Days: 23 | Publish : 30/03/2026

Be a better me by managing oneself

Managing oneself

รู้จุดแข็งของตัวเอง ชนะทั้งชีวิต ชนะทั้งงาน สรุปบทเรียนจากหนังสือ HBR AT 100

จุดแข็งของเราคืออะไร ?

  • คนเราจะสร้างผลงานได้จากจุดแข็งของตนเองเท่านั้น ไม่มีใครสร้างผลงานได้จากความอ่อนด้อย
  • ยิ่งทุกวันนี้ที่ต่างคนต่างมีทางเลือกในชีวิต “เราจึงต้องรู้จุดแข็งของตัวเอง” เพื่อรู้ว่าเราเหมาะกับอะไร ?

Feedback analysis

วิธีการสำคัญที่จะทำให้เราได้ค้นพบกับจุดแข็งของตัวเอง

  • เมื่อใดก็ตามที่คุณตัดสินใจ หรือทำงานสำคัญ ให้เขียนสิ่งที่คุณคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นออกมา
  • จากนั้น 9-12 เดือน ให้เปรียบเทียบผลลัพธ์กับสิ่งที่คุณคาดหวังไว้ เมื่อเราทำตามนี้ได้สม่ำเสมอ วิธีง่าย ๆ นี้จะทำให้เราได้เห็นว่าแท้จริงแล้ว จุดแข็งของเราคืออะไร และยังแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนที่สุดของเราได้อีกด้วย

สิ่งที่ “ต้อง” ทำหลังจาก Feedback analysis

  1. มุ่งความสนใจไปที่จุดแข็งของตัวเองเป็นหลัก
    • วางตัวเองอยู่ในตำแหน่ง ที่จะสามารถใช้จุดแข็งเพื่อสร้างผลงานได้
  2. หาทางพัฒนาจุดแข็งให้ดียิ่งขึ้น
    • ทักษะ / ความสามารถที่ยังขาดไป เพื่อส่งเสริมจุดแข็งให้ยิ่งขึ้นไปอีก
  3. ค้นหาความ “อวดดี” ในเรื่องที่ตัวเองคิดว่าเหนือกว่าคนอื่น และหาทางขจัดออกไป
    • นอกจากเสริมทักษะแล้ว การแก้นิสัยที่ไม่ดีของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน
    • สมมติง่าย ๆ ว่า ถ้าเราเก่งวางแผนแต่อธิบายทีมงาน ให้ execute จนงานสำเร็จไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร ?
    • มารยาทกับผู้คน (Soft skill) เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันกับเรื่องทักษะความเชี่ยวชาญในงาน (Hard skill)
Reader Listener

วิธีการทำงานของเราเป็นแบบไหน ?

นักอ่าน vs นักฟัง

ให้จำคนทั้ง 2 ประเภทนี้ไว้ให้ดี เพราะมันยากที่จะเป็นได้ทั้งสองแบบในคนเดียวกัน

  • ได้มีการยกตัวอย่างของ Eisenhower (ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 34) โดยเมื่อ Eisenhower ออกพูดแถลงนั้น มีแต่คนสรรเสริญ มีแต่คนชม แต่พอเป็นการตอบโต้แบบสด ๆ ที่ไม่มีการเตรียมการมาก่อน เขากลับทำได้แย่มาก ๆ ซึ่งเราแทบจะไม่ต้องเดากันเลยว่าเขาจัดเป็นประเภทของ “นักอ่าน” แถมยังไม่สามารถเป็น “นักฟัง” ที่ดีได้อีกด้วย

วิธีการเรียนรู้ของเราเป็นอย่างไร ?

วิธีการทำงานของคนคนหนึ่ง ก็มาจากวิธีในการเรียนรู้ของคนนั้น

  • นักเขียน เรียนรู้ได้ด้วยการเขียน
  • บางคนก็เรียนรู้ได้ผ่านการจดบันทึก -> บีโธเฟ่น เป็นตัวอย่างที่ชัดมากกับข้อนี้ “ถ้าไม่จดอะไรลงสมุด ผมก็จะลืมในทันที แต่ถ้าผมจดผมก็จะไม่ลืม และไม่จำเป็นต้องกลับมาดูอีก”
  • หรือบางคนก็เรียนรู้ผ่านการพูด -> มีตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารระดับสูง เขาเรียกคนมานั่งฟังโดยแทบไม่ได้ขอความเห็นจากคนเหล่านั้น เพราะเมื่อเขาพูด เขาก็ได้ทบทวน ได้เรียนรู้ผ่านการพูดของตัวเอง (อันนี้สุดโต่ง แต่ก็ได้ผลเมื่อเรารู้จักตัวเองมากพอ)

จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเรียนรู้

“คุณเรียนรู้ด้วยวิธีใด” ผู้คนส่วนใหญ่จะตอบคำถามนี้ได้ แต่ … “แล้วคุณเอาความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์หรือเปล่า?” Point ของการเรียนรู้ที่จริงแล้วอยู่ตรงนี้ เมื่อเราเรียนรู้มาแล้ว แต่ไม่ได้เอาไปใช้จริง จะเกิดประโยชน์อะไรล่ะ ?

เพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเราเองให้ไปได้ไกลมากกว่าเดิม นอกจากวิธีในหัวข้อก่อนหน้านี้ เรายังควรจะต้องรู้ว่า …

เราเป็นคนที่ทำงานได้ดีในสภาพแบบไหน ?
  • ทำงานร่วมกับผู้อื่น
  • ทำงานคนเดียว
เราสร้างผลงานได้เมื่อ ?
  • เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ
  • เป็นผู้ให้คำปรึกษา
ทำงานได้ดีภายใต้ภาวะ ?
  • กดดันและตึงเครียด
  • สมบูรณ์และคาดการณ์ได้
ทำงานได้ดีในองค์กรขนาดไหน ?
  • ใหญ่
  • เล็ก **มีคนจำนวนน้อยมากที่ทำได้ดีในขนาดองค์กรทั้ง 2 แบบ

อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องเหล่านี้ เพราะโอกาสสำเร็จมีน้อยมาก ให้เราหันไปปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีขึ้นจะดีกว่า และอีกหนึ่งข้อสำคัญ “พยายามอย่ารับงานที่คุณไม่สามารถทำได้ หรือทำได้ไม่ดี”


Your trusted value

ค่านิยมที่ฉันยึดถือคืออะไร

“Mirror test” เราอยากเห็นตัวเองเป็นคนแบบไหนในตอนที่เราส่องกระจกในตอนเช้า ถ้าค่านิยมที่เรายึดถือกับองค์ไม่ตรงกัน ก็ไม่ได้มีใครผิด มันแค่ไม่ตรงกัน

ลองดูตัวอย่างนี้ระหว่าง นิกายทั้ง 2 นิกายนี้

  1. “หากคุณไม่เข้าร่วมคริสตจักรก่อน คุณก็ไม่มีทางพบทางเข้าสู่สรวงสวรรค์”
  2. “หากคุณไม่มองหาทางเข้าสู้สรวงสวรรค์ก่อน คุณก็ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร”

ลองทบทวนดู …

แบบที่ 2 ดูจะเติบโตได้ช้ากว่า แต่ก็อาจรักษาสมาชิกได้ดีกว่า ซึ่งถ้ามองกันอย่างจริงใจแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับค่านิยมทั้งนั้น ว่าเราจะเหมาะกับองค์กรแบบไหน

โจทย์ที่ตัวเราเองควรตอบให้ได้ … “ค่านิยม” ของเราเป็นแบบไหน ค่านิยมที่ยึดถือคืออะไร ?

ในการที่จะรู้ได้ว่า ตัวเราเองเหมาะสมกับที่ทำงานที่ใด เราควรจะรู้ 3 คำถามนี้

  1. จุดแข็งของฉันคืออะไร ?
  2. วิธีการทำงานของฉันเป็นแบบไหน ?
  3. ค่านิยมที่ฉันยึดถือคืออะไร ? โดยผู้เขียนก็ได้บอกไว้ว่าสักประมาณ อายุยี่สิบกลาง ๆ เราควรจะตอบ 3 คำถามข้างต้นนี้ให้ได้ และเมื่อเรารู้แล้วว่าเราควรจะอยู่ในองค์กรแบบไหน

ก็จะเข้าสู่คำถามถัดไป …

What will you do for your company

ฉันควรทำอะไรให้องค์กร ?

“ผู้รับใช้องค์กร” ย้อนกลับไปในยุคก่อนหน้านี้ คนส่วนใหญ่แทบไม่จำเป็นต้องถามตัวเองว่า ฉันควรทำอะไรให้องค์กร เพราะเส้นทางในอาชีพ ตกเป็นงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่จะคอยวางแผนให้อยู่แล้วที่เหลือคุณก็แค่ทำตามคำสั่งก็แค่นั้น

แต่ต่อมา ก็ไม่มีใครอยากให้คนอื่นมาคอยบอกว่าเราต้องทำอะไรอีกต่อไป “การทำสิ่งที่คุณถนัด” ดูจะเป็นทางออกที่ดี ที่เราจะได้ทั้งความพึงพอใจในตนเอง และความสำเร็จในผลงาน ทางเลือกนี้ ไม่ต่างกันสักเท่าไรนักกับการเป็นแค่ผู้รับใช้องค์กร

คนที่ทำงานโดยใช้ความรู้ ต้องตั้งหาคำตอบกับคำถามสำคัญ 3 ข้อนี้เสียก่อน

  1. สิ่งที่จำเป็นสำหรับสถานการ์ในปัจจุบันคืออะไร ?
  2. เมื่อพิจารณาจากจุดแข็ง วิธีการทำงาน ค่านิยมของเราแล้ว เราควรทำยังไงให้งานที่ต้องทำ สำเร็จลุล่วงได้มากที่สุด ?
  3. ผลลัพธ์ที่ต้องได้ออกมาเพื่อสร้างความแตกต่างคืออะไร ?

แผนงาน ควรจะต้องความชัดเจน และมีเวลาครอบคลุมเฉพาะเจาะจง และระยะเวลาก็ไม่ควรที่จะนานจนเกินไป (และยิ่งจะเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ ขึ้นอีกในยุค AI) ผลลัพธ์ที่ต้องการ ควรจะใช้ความพยายามอย่างหนักจึงจะเกิดขึ้นได้ ควรเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถ แต่… ก็ต้องไม่ยากจนไม่มีทางทำได้สำเร็จ

.

.

.

ความรับผิดชอบที่มีต่อความสัมพันธ์

คนส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น และมีประสิทธิผลในการทำงานเมื่อทำงานร่วมกับผู้อื่น

ความรับผิดชอบส่วนแรก

การยอมรับความจริงที่ว่าคนอื่นก็เป็นปัจเจกเหมือนตัวเรา แต่ละคนก็มีจุดแข็ง วิธีการทำงาน และค่านิยมของตัวเอง เราจึงต้องรู้จักเพื่อนร่วมงานของเราในมุมนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่ประสานงานด้วยกันหรือผู้บังคับบัญชาก็ตาม เราควรต้องรู้ว่าเพื่อนร่วมงานของเราเป็นแบบไหน เพื่อจะได้ บริหารจัดการ เมื่อต้องประสานงานร่วมกัน

ความรับผิดชอบส่วนที่สอง

ความรับผิดชอบในการสื่อสาร… เราควรต้องสื่อสารให้เพื่อนร่วมงานรับรู้ถึงสิ่งที่เราถนัด “วิธีการทำงาน ค่านิยมของเรา สิ่งที่วางแผนว่าจะทำ ไปถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังว่าตัวเองจะทำให้เกิดขึ้นได้” และเราก็ควรสื่อสารเพื่อรับรู้เรื่องราวเหล่านี้จากเพื่อนร่วมงานของเราด้วยเหมือนกัน

.

.

post-work life

ชีวิตครึ่งหลังของคุณ

งานส่วนใหญ่เป็นงานที่ใช้ความรู้เป็นหลัก และคนทำงานใช้ความรู้ยังรู้สึกไม่ “จบ” พวกเขาจึงยังแทบไม่เบื่องานด้วยซ้ำ

คนที่บริหารจัดการชีวิตในช่วงครึ่งหลังตัวเอง เป็นเพียงคนส่วนน้อย โดยคนส่วนใหญ่จะ “เกษียณตัวเองในระหว่างที่ทำงานอยู่” และรอจนเวลาเกษียณจริง แต่คนส่วนน้อยจะมองว่าอายุขัยการทำงานที่ยาวนานเป็นโอกาสสำหรับตัวเขาเองและสังคม คุณควรต้องเตรียมตัวเองแต่เนิ่น ๆ กับอาชีพที่สอง หรือความสนใจที่รองลงมา เพราะ… ไม่มีใครที่จะอยู่ได้นานโดยไม่พบกับอุปสรรคสำคัญในชีวิตการทำงาน

.

การค้นหาสิ่งสำคัญอย่างที่สองให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพที่สอง อาชีพคู่ขนานกับอาชีพเดิม หรือกิจการเพื่อสังคม จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้มีโอกาสเป็นผู้นำ ได้รับความเคารพนับถือ และถูกมองว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ

โดยเฉพาะในสังคมที่ “ความสำเร็จ” กลายเป็นเรื่องสำคัญ การมีทางเลือกที่มากขึ้นก็จะทำให้เราได้มีโอกาสจะไปถึงจุดนั้นได้มากขึ้นไปด้วย

.

.

การบริหารจัดการตัวเราเอง ให้ดี จะทำให้เรากลายเป็นคนทำงานใช้ความรู้ที่อยู่ได้นานกว่าองค์กร และสามารถย้ายไปที่อื่นได้ทุกเมื่อที่ต้องการ


ความจำเป็นที่ปัจเจกบุคคลสักคนหนึ่งจะต้องบริหารจัดการตัวเอง ถือเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

เมื่อสิ่งที่เราควบคุมได้ดีที่สุดในโลกนี้ก็คือตัวเราเอง และก็ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมหาศาลได้มากกว่าที่เราคิดมากนัก

>_JV